รอยยิ้มพลัดถิ่น

หลังจากที่ทิเบตถูกจีนยึดครองในปี ๒๕๐๒ ชาวธิเบตนับล้านที่ไม่ยอมตกอยู่ภายใต้การปกครองของจีนได้หลบหนีออกจากบ้านเมืองของตน ส่วนใหญ่อพยพตามองค์ทาไลลามะไปอินเดีย ในปัจจุบันมีค่ายผู้ลี้ภัยสำหรับชาวทิเบตในอินเดียกว่า ๓๕ ค่าย หลายค่ายอยู่ในเขตทุรกันดาร บัดนี้เวลาผ่านนานกว่า ๕๐ ปี ชีวิตของผู้ลี้ภัยเหล่านี้ได้เข้าสู่วัยชราโดยส่วนมากอาศัยอยู่ในบ้านพักคนชราตามแนวตะเข็บชายแดน อินเดีย เนปาล และ ภูฏาน โดยมีโอกาสน้อยนักที่จะได้เข้าเฝ้าองค์ทาไลลามะเนื่องจากขาดทุนทรัพย์

ทางมูลนิธิเสฐียรโกเศศ - นาคะประทีป ซึ่งมีความสัมพันธ์และทำงานกับชนชาวธิเบตมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ในนามของโครงการศูนย์ไทย-ธิเบต มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมสังคมของ ธิเบต เพื่อเสริมความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีงามระหว่างประชาชนไทย-ธิเบต และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างพุทธศาสนานิกายต่าง ๆ ทางมูลนิธิฯ เคยจัดกิจกรรมระดมทุนขึ้นมา ๕ ครั้งแล้ว เพื่อช่วยเหลือให้คนชราชาวทิเบตพลัดถิ่นในอินเดียและภูฏานและเนปาล ได้รับโอกาสในการเข้าเฝ้าองค์ทะไลลามะ รวมทั้งสิ้น ๒๘๔ คน

หลายครั้งที่องค์ทะไลลามะจะเดินมาหากลุ่มคนชราอย่างเป็นกันเอง โดยทุกสายตาจับจ้องมองพระองค์อย่างไม่กระพริบหลายคนน้ำตาคลอด้วยความปิติ เหมือนหนึ่งว่าความบอบช้ำเมื่อ ๕๔ ปีที่แล้วได้รับการเยียวยา น้ำเสียงของ องค์ทะไลลามะเปี่ยมด้วยเมตตา พระองค์ทรงตรัสกับประชาชนเหมือนหนึ่งญาติมิตร พระองค์ถามคุณลุงที่หัวขาวว่าอายุเท่าไรแล้ว มีลูกกี่คน อยู่ด้วยกันดีๆนะ อย่าทะเลาะกันนะ เวลาเหลือน้อยแล้วนะ สวดภาวนามากๆนะ ในช่วงเวลาไม่กี่นาทีนั้นคงเป็นเวลาที่มีคุณค่าและน่าจดจำที่สุด คำพูดของท่านทะไลลามะนั่นไม่ได้มากมายอะไร แต่ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คนชราเหล่านี้กลับไปค่ายผู้ลี้ภัยด้วยหัวใจที่เปียมล้นด้วยพล้งศรัทธา เพื่อเตรียมตัวเผชิญวาระสุดท้ายของชีวิตอย่างสงบ